ที่ปัดน้ำฝน ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?

ฤดูฝนกำลังจะมาถึง หลายคนอาจจะมองข้ามเรื่องที่ปัดน้ำฝนไปนะครับ แต่หากฝนตกหนักแล้วล่ะก็ ที่ปัดน้ำฝน!!!! ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานตลอดเวลานะครับ

ที่ปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพ อาจจะส่งผลเสียไปถึง กระจกหน้ารถได้ และยังส่งผลไปถึงการทำงานของมันในช่วงที่ฝนตกหนัก ทำให้ วิศัยทัศน์ในการมองเห็นของเราลดลง หรือ แย่ลง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

สิ่งที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนของเราเสื่อมสภาพนั้น เกิดจาก ความร้อนของแสงแดด ที่สะสมอยู่ที่กระจก ไปโดนกับยางของที่ปัดน้ำฝน ทำให้ยางกรอบและขาดความยืดหนุ่น ทำให้มันปัดน้ำได้ไม่ดี

ขอบคุณภาพจาก http://www.mongkol.co.th/news/11/

สำหรับวิธีการสังเกตว่าถึงได้เวลาหรือยังที่จะต้องเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนย ให้ดูง่ายๆ ว่าการทำงานของใบปัดน้ำฝนนั้นปัดสะอาดหรือไม่  ลักษณะของการปัดน้ำฝนไม่สะอาดเนื่องจากการใช้ใบปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพ หรือติดตั้งผิดวิธี คือ เกิดละอองน้ำเป็นสันครึ่งวงกลมหรือแถบเส้น หรือมีน้ำเหลือที่กระจก หลังจากที่เราปัดน้ำ แล้วยังมีละอองน้ำเป็นเส้นสันครึ่งวงกลม หรือเป็นม่านบนกระจกและมัว เกิดจากการใช้ยางปัดที่มีอาการแข็งจนกรอบแตก ทำให้ไม่สามารถปาดน้ำจากหน้า กระจกได้สะอาดไม่สามารถจะรีดเอาน้ำออกจากกระจกได้หมด หรือ อีกอาการหนึ่งคือ มีเสียงดังรบกวน ใบปัดจะมีเสียงดังเอี๊ยดๆ และมีอาการกระตุกขณะทำงานซึ่งเกิดจากการเสียดสีระหว่างใบปัดน้ำฝนกับหน้ากระจก

วิธีการดูแลใบปัดน้ำฝน  แม้ว่าใบปัดน้ำฝนจะไม่ได้ใช้งานเป็นประจำก็มีโอกาสชำรุดหรือเสื่อมสภาพได้ เช่น การจอดรถตากแดดนานๆ เป็นประจำจะทำให้ยางปัดน้ำฝนแข็งกรอบ ขาดความยืดหยุ่น เพราะยางต้องแนบกับกระจกที่รับความร้อน  กรณีเช่นนี้จึงมีหลายท่านสงสัยว่า ถ้าหลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดดไม่ได้ การยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้นจะดีหรือไม่  ขอบอกว่าการยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้นค้างไว้ทุกวันๆ บ่อยๆ จะทำให้สปริงที่ก้านใบปัดน้ำฝนมีโอกาสเกิดอาการล้า ผลคือ แรงกดบนกระจกบังลมลดลง อาจทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมการปัดน้ำฝนลดลง ซึ่งหากเปรียบเทียบกันระหว่างราคาค่าเปลี่ยนสปริงกับใบปัดน้ำฝน แล้วค่าเปลี่ยนสปริงจะสูงกว่าราคาใบปัดน้ำฝนมากเลยทีเดียว

ดังนั้นการดูแลที่ปัดน้ำฝนและเปลี่ยนให้อยู่สภาพพร้อมใช้งานนั้น ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะคอยสังเกตุอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของทุกท่านนะครับ

 

Comments

comments